โครงสร้างยางผ้าใบแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless Tire) ยางผ้าใบแบบใช้ยางใน (Tube-type Tire)

เมื่อ 24 มี.ค. 2559 อ่าน 588 ครั้ง

ยางรถยนต์และยางรถประเภทอื่นๆ สามารถจำแนกตามโครงสร้างของยาง ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1. ยางเรเดียล

2. ยางผ้าใบ

โดยยางทั้ง 2 ประเภทนี้ มีทั้งแบบที่ใช้ยางใน+ยางรองคอ และแบบที่ไม่ใช้ยางใน แต่ยังมีผู้ใช้จำนวนมากที่เข้าใจผิดว่า ยางผ้าใบแบบไม่ใช้ยางใน(Tubeless Tire) เป็นยางเรเดียล ซึ่งที่จริงแล้วยางเรเดียลกับยางผ้าใบต่างกันที่ชั้นวัสดุที่ออกแบบไว้สำหรับเสริมความแข็งแรงของตัวยาง โดยที่ยางเรเดียลจะใช้วัสดุเป็นเส้นใยลวดวางตลอดแนวหน้ายาง ส่วนยางผ้าใบจะใช้ผ้าใบเฉียงวางซ้อนกันตลอดแนวหน้ายาง

จุดสังเกตง่ายๆ สำหรับการดูว่ายางที่เราใช้นั้น เป็นยางผ้าใบ หรือยางเรเดียล คือ ยางเรเดียลขนาดยางที่แก้มยางจะแสดงว่า 10.00R20 ซึ่งตัว R คือสัญลักษณ์แสดงถึง ยางเส้นนั้นเป็นยาง Radial



ส่วนยางผ้าใบขนาดยางที่แก้มยางจะแสดงว่า 10.00-20 โดยใช้ - (ขีดกลาง)เป็นสัญลักษณ์แทนยางผ้าใบนั่นเอง



โดยที่ยางผ้าใบขนาดเดียวกัน อาจมีชั้นผ้าใบแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับยางที่ผลิตเพื่อใช้งานในลักษณะประเภทไหน เช่น ยางผ้าใบรถบรรทุกทั่วไปขนาด 10.00-20 16PR จะประกอบด้วยชั้นผ้าใบเฉียงวางซ้อนกันจำนวน 16 ชั้น ซึ่งเป็นจำนวนชั้นผ้าใบมาตรฐานสำหรับยางขนาดนี้ แต่ก็ยังมียางผ้าใบรถบรรทุก 10.00-20 18PR ซึ่งมีชั้นผ้าใบมากกว่ายางทั่วไปเพิ่มขึ้นอีก 2 ชั้น และยางผ้าใบ 18PR มักจะเป็นยางดอกบั้งหรือดอกออฟโรด ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษ สำหรับใช้งานในเหมืองแร่ และใช้งานที่ต้องการรับน้ำหนักภาระงานที่มากกว่ายางทั่วไป ดอกยางแบบบั้งและแบบออฟโรดเพื่อรองรับการใช้งานที่ต้องพบเจออุปสรรคสิ่งกีดขวาง ของมีคมต่างๆ มากกว่ายางผ้าใบทั่วไปนั่นเอง


รูปเปรียบเทียบโครงสร้างยางผ้าใบแต่ละชนิด


Tubeless (ทูปเลส หรือที่เรียกกันติดปากว่า "จุ๊บเลส") คือ ยางแบบไม่ใช้ยางใน

ใช้แต่เพียงยางนอกอย่างเดียว โดยยางจะมีเนื้อยางหนาและโครงสร้างยางแข็งแรงขึ้น ขอบยางหนากว่ายางแบบใช้ยางใน เพื่อใช้อัดให้แน่นกับขอบกระทะล้อในการเก็บลม และเมื่อถูกวัตถุแหลมทิ่มตำ แล้วรูรั่วมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก เนื้อของยางจะพยายามบีบรูนั้นไว้ ทำให้ลมยางค่อยๆซึมออกช้าๆ
หรือหากว่าวัตถุแหลมคมนั้นยังปักติดกับหน้ายาง อาจสามารถใช้งานได้ไปอีกหลายวันกว่าที่ยางจะแบน
ยาง Tubeless
ถูกออกแบบมาเพื่อลบจุดด้อยของยางในอดีต
เพราะยางในอดีตนั้นเป็นยางแบบมียางใน หากถูกตะปูหรือวัตถุแหลมคมแทงทะลุยางชั้นนอกเข้าไปถึงยางชั้นใน
ลมก็จะรั่วออกทันทีอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่วินาทียางก็แบนสนิท
หรืออาจถึงขั้นยางระเบิดทำให้รถเสียการทรงตัวและเกิดอุบัติเหตุขึ้นได้

ข้อดีของยางผ้าใบแบบไม่ใช่ยางใน (Tubeless Tire)

1. เพราะไม่ต้องใช้ยางใน จึงตัดปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายของยางใน ยางในรั่ว ยางในเสื่อมสภาพ

2. ขณะที่ยางถูกของมีคมทิ่มตำ ลมยางจะไม่รั่วออกฉับพลัน แต่จะค่อยๆซึมออกทีละนิดป้องกันการเกิดอุบัติเหตุที่เกิดจากความเสียหายจากยางได้

3. โอกาสที่ยางจะระเบิดนั้นมีน้อยกว่ายางแบบมียางใน เพราะยางแบบ Tubeless มีความร้อนสะสมน้อยกว่ายางแบบมียางใน เนื่องจากยางแบบใช้ยางใน เวลาวิ่งนั้นยางนอกและยางในจะเกิดการเสียดสีกันเองทำให้เกิดความร้อนสะสมสูง

4. ช่วยในการลดน้ำหนักยาง และช่วยให้การบำรุงรักษายางได้ง่ายขึ้น


ข้อสียของยางผ้าใบแบบไม่ใช่ยางใน (Tubeless Tire)

1. มีราคาสูงกว่ายางผ้าใบแบบใช้ยางใน

2. หากเกิดความเสียหายที่ทำให้เกิดแผลขนาดใหญ่ จะไม่สามารถปะยางแบบทั่วไปได้ จะได้ถอดยางเพื่อนำไปสตรีมยางด้วยความร้อน และขั้นตอนการปะยางนี้เอง หากดำเนินการแบบไม่ระมัดระวังแล้ว จะทำให้เกิดการตกค้างของสิ่งสกปรกต่างๆภายในตัวยาง และเมื่อนำยางกลับมาใช้งานหลังจากปะ สิ่งสกปรกเหล่านั้นอาจทำความเสียหายให้กับเนื้อยางด้านในได้


ข้อดีของยางแบบมียางใน  

1. ราคาค่อนข้างถูก

2. กรณียางโดนตะปูหรือของมีคมตำนั้น ค่าปะยางมีราคาถูก

3. สามารถอัดลม รองรับการบรรทุกหนักได้ดีกว่า เช่น รถสิบล้อ รถแทรคเตอร์

4. มีความยืดหยุ่น แก้มยางไม่ต้องออกแบบมาเป็นพิเศษ ใช้ในที่ทุรกันดารได้ดี


ข้อเสียของยางแบบมียางใน
1. เมื่อยางโดนตะปูหรือวัตถุมีคมแทงทะลุยางชั้นนอก เข้าไปถึงยางชั้นใน ลมก็จะรั่วออกอย่างรวดเร็ว
2. ต้องหมั่นเติมลมยางให้แข็งอยู่เสมอ เพราะถ้าลมอ่อน จะทำให้เวลารถวิ่งยางนอกจะไปเสียดสีกับยางในทำให้ยางรั่วได้
3. เนื่องจากยางแบบใช้ยางใน เวลาวิ่งนั้น ยางนอกและยางในจะเกิดการเสียดสีกันเองทำให้เกิดความร้อนสูง ถ้ายางระเบิดขณะขับรถอยู่ อาจทำให้เกิดอันตรายได้



ข้อควรระวัง
1. การประกอบยางผ้าใบแบบไม่ใช้ยางใน จะต้องทำด้วยความระมัดระวัง หากขอบยางเสียหายจะทำให้เกิดการรั่วซึมที่ขอบยางได้
2. ต้องตรวจสภาพขอบกะทะล้อ และวาล์วเติมลมให้มีสภาพพร้อมใช้งานอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการรั่วซึมที่บริเวณดังกล่าว
3. เนื่องจากยางผ้าใบแบบไม่ใช้ยางใน เมื่อมีการรั่วซึม ลมยางจะค่อยๆอ่อนตัวลงอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ใช้งานอาจไม่ทราบว่ายางรั่ว ดังนั้นจึงควรตรวจวัดลมยางอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่าลมยางลดลงหลังจากที่เติมลมยางภายในระยะเวลาสั้นๆ ควรนำยางไปตรวจเช็คเพื่อหารอยรั่วต่อไป


นอกจากยางรถบรรทุกแล้ว ยังมียางรถอีกหลายประเภทที่เป็นยางผ้าใบแบบไม่ใช้ยางใน (Tubeless Tire) เช่น ยางรถตัก ยางรถเกรด ยางรถแทรกเตอร์ขนาดใหญ่ ยางรถการเกษตร ยางรถภาคสนาม ยางรถกอล์ฟ ยางรถเอทีวี ยางออฟโรด เป็นต้น


ขอบคุณภาพประกอบบทความจาก http://global.yokohamatire.net/index.html

แสดงความคิดเห็นผ่าน Facebook

เข้าสู่ระบบสมาชิก